ยินดีต้อนรับสู่บล็อกของ
ด.ญ.ฉัตรลดา เทียบพุฒ เลขที่ 40 ม.2/2 โรงเรียนพิมานพิทยาสรรค์ค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

เเหล่งท่องเที่ยงจังหวัดสตูล

มัสยิดมำบังชื่อเดิม "มัสยิดเตองะห์" หรือ “มัสยิดอากีบี"ด้านหน้าติดถนนสตูลธานี  ด้านหลังติดถนนบุรีวานิช  อยู่ในย่านตลาด เขตเทศบาลเมืองสตูล อำเภอเมือง จังหวัดสตูล
มัสยิดมำบัง ชื่อเดิม "มัสยิดเตองะห์" หรือ “มัสยิดอากีบี" ด้านหน้าติดถนนสตูลธานี  ด้านหลังติดถนนบุรีวานิช  อยู่ในย่านสร้างในสมัยพระยาอภัยนุราช (ตนกูมูฮำหมัดอาเก็บ) เป็นเจ้าเมืองสตูล ซึ่งได้ปรึกษากับหวันโอมาร์ บินหวันซาดี และข้าราชการ ให้สร้างมัสยิดถาวรขึ้น ได้ช่างผู้เขียนแบบแปลนมาจากเมืองมะละกา เงินทุนการก่อสร้างได้จากการขายเรือมาด (ตีเมาซูด๊ะห์) ขายที่เมืองไทรบุรี ขากลับก็ซื้ออิฐ กระเบื้องลูกฟูกมุงหลังคา กระเบื้องปูพื้น สร้างเสร็จใช้เวลาหลายปี ในปี พ.ศ.2517 ได้รื้อและสร้างใหม่ในที่เดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดเมื่อวันที่  20  กันยายน พ.ศ.2522
มัสยิดมำบัง เป็นศูนย์รวมในการปฏิบัติศาสนกิจของชาวไทยมุสลิม  ตามศาสนาอิสลามในวันศุกร์  ในอดีตมัสยิดมีหอคอยสูงๆ เรียกว่า  "นิมาร"  แปลว่าสถานที่ดูเพลิง ต่อมาหอคอย หรือ หออาซาน ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของมัสยิด ซึ่งใช้ตะโกนบอก ให้มุสลิมละหมาด เพราะตะโกนจากที่สูงๆ ได้ยินไปทั่ว มัสยิดมำบังเป็นศูนย์รวมน้ำใจของชาวมุสลิมในจังหวัดสตูล
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของมัสยิดมำบังมีลักษณะมีโดมเดียว   รูปคล้ายบัวตูม   หรือ  "เรือ"  ในหมากรุกไทยบนยอดโดมมีสัญลักษณ์ดาวและพระจันทร์เสี้ยว แสดงถึงสัญลักษณ์การเผยแพร่ศาสนาอิสลาม เป็นทรงสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เด่น สวยงาม สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น ชั้นใต้ดิน 1 ชั้น ใช้เป็นห้องประชุม และห้องสมุด ชั้นกลางใช้ละหมาด พื้นหินขัด ผนังก่ออิฐถือโปกปูน สลับอิฐโปร่งสีน้ำตาล เพื่อระบายอากาศ ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบ หลังคาเทคอนกรีตปูด้วยกระเบื้องดินเผา โดมเป็นเฟือง 8 เฟือง ประดับกระจกสีทองจากอิตาลี
การเดินทางเข้าสู่เทศบาลเมืองสตูลตามถนนสายเอก  ถนนสตูลธานี จะมองเห็นโดมสีทองเด่นชัดหาง่าย อยู่กลางใจเมืองสตูล

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล

เขตชายแดนไทย-มาเลเซีย (ด่านวังประจัน) อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติทะเลบัน เพียง ๒ กิโลเมตร บริเวณเขตแดนมีหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ตั้งอยู่ หากเดินทางต่อไปอีกประมาณ ๒๓ กิโลเมตร ก็จะถึง ปาดังเบซาร์ ซึ่งมีสินค้าราคาถูกจำหน่าย หรือหากต้องการไปยังเมืองกางะ เมืองหลวงของรัฐเปอร์ลิส ก็สามารถไปได้เพียงเดินทางไปอีกประมาณ ๓๐ กิโลเมตรเท่านั้น ด่านเปิดตั้งแต่ ๐๖.๐๐-๑๙.๐๐ น. และจะมีตลาดนัดใหญ่ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.๐ ๗๔๗๒ ๒๗๓๐-๑

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล

น้ำตกยาโรย
เป็นน้ำตกที่เกิดจากต้นน้ำในป่าหัวกระหมิง มี 9 ชั้น แต่ละชั้นเป็นแอ่งสามารถเล่นน้ำได้ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในท้องถิ่น การเดินทาง ไปตามทางหลวงหมายเลข 4148 (สายควนสตอ-วังประจัน) กม. ที่ 14-15 ประมาณ 6 กม. จะมีทางแยกเข้าไปอีก 700 เมตร

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล


 
 
Custom Search
 


เกาะไข่ อ.เมือง จ.สตูล 
(ดูภาพด้านล่าง)



     ว่ากันว่าหากใครมีโอกาสพาหวานใจมาท่องเที่ยวทะเล จ.สตูล และอยากให้ความรักมั่นคงยืนยาวล่ะก็ ต้องพาหวานใจมาลอด “ซุ้มรักนิรันดร (Lover’s Gate)” ที่ตั้งอยู่บน “เกาะไข่” สักครั้ง..........ซึ่งไม่ว่าเรื่องราวเล่าขานดังกล่าวข้างต้นจะมีมูลเหตุเท็จจริงประการใดก็ตาม ในปัจจุบันซุ้มประตูหินธรรมชาติแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการท่องเที่ยวของ จ.สตูล ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     “เกาะไข่ จ.สตูล” เป็นเกาะขนาดเล็กซึ่งอยู่บนเส้นทางเดินเรือระหว่างเกาะตะรุเตา – เกาะหลีเป๊ะ ถึงแม้ว่าชื่อของ “เกาะไข่ จ.สตูล” แห่งนี้จะไปพ้องต้องกันกับชื่อของ “หมู่เกาะไข่ จ.พังงา” แต่ความจริงแล้วต่างก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวคนละแห่ง นักท่องเที่ยวซึ่งไม่เคยทราบข้อมูลเหล่านี้มาก่อนอาจเกิดความสับสนได้ ( “หมู่เกาะไข่ จ.พังงา” ประกอบไปด้วยเกาะสำคัญๆ 3 เกาะ คือ เกาะไข่ใน , เกาะไข่นอก และเกาะไข่นุ้ย ส่วน “เกาะไข่ จ.สตูล” เป็นเกาะเดียวแยกออกมาเดี่ยวๆ สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกาะเหล่านี้ได้รับชื่อว่า “เกาะไข่” ก็เนื่องมาจากหาดทรายสีขาวนวลอมน้ำตาลอ่อนสวยงามคล้ายกับสีเปลือกไข่นั่นเองครับ) สำหรับเนื้อหาต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ภายในบทความชิ้นนี้ทีมงานท่องเที่ยวดอทคอม (www.thongteaw.com) จะขอกล่าวอ้างอิงถึงเฉพาะ “เกาะไข่ จ.สตูล” เท่านั้น


เกาะไข่ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล เกาะไข่ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล เกาะไข่ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล เกาะไข่ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล 
ความงดงามกลางทะเลใต้


     ซุ้มรักนิรันดร สัญลักษณ์แห่งการท่องเที่ยวทะเล จ.สตูล
      หากจะกล่าวถึงสิ่งสำคัญที่ทำให้เกาะไข่ จ.สตูล มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวก็คงจะหนีไม่พ้น ทิวทัศน์ของซุ้มประตูหินธรรมชาติขนาดใหญ่ซึ่งเรียกกันว่า “ซุ้มรักนิรันดร” , “ซุ้มประตูแห่งรัก” หรือ “ซุ้มประตูแห่งคู่รัก” ที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ (จะเรียกชื่อซุ้มประตูหินธรรมชาติของเกาะไข่ จ.สตูล อย่างหนึ่งอย่างใดจากใน 3 แบบข้างต้นก็ไม่ถือว่าผิดครับ) ลักษณะของซุ้มรักนิรันดรเป็นซุ้มประตูหินโค้งขนาดใหญ่และเล็ก 2 ช่องวางเรียงตัวอยู่คู่กัน มีความเชื่อว่าหากใครพาคู่รักลอดเข้าประตูช่องหนึ่งแล้วลอดกลับออกมาทางอีกช่องหนึ่งจะได้พบกับความรักที่มั่นคง..........ยืนยาว คนบ้ากล้องมักจะไม่ยอมพลาดโอกาสในการถ่ายภาพงามๆ ณ ซุ้มประตูแห่งนี้


ซุ้มรักนิรันดร เกาะไข่ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล

....................ซุ้มรักนิรันดร เกาะไข่ จ.สตูล.................... 



     ใกล้ๆ กับซุ้มรักนิรันดรมีแผ่นไม้ขนาดใหญ่สลักบทกลอนอันไพเราะเอาไว้ด้วยใจความว่า “ประตูหินโค้ง...ตะรุเตา...สตูล จุดเพิ่มพูนตำนานรักหนุ่มสาว แดนประเดิมเสริมรักให้ยืนยาว สองเราก้าวสู่ประตู...รักนิรันดร” ทำให้ดูคล้ายว่าเกาะไข่แห่งนี้จะมีตำนานรักสุดแสนโรแมนติกอันเป็นที่มาของชื่อ “ซุ้มรักนิรันดร” แต่จากข้อมูลที่ทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมได้ลองสืบค้นโดยการสอบถามกับประชาชนคนพื้นถิ่นกลับพบความเป็นจริงอันเรียบง่ายซึ่งอธิบายที่มาของชื่อ “ซุ้มรักนิรันดร” อย่างชัดเจนว่า มันถูกตั้งขึ้นเอาเองภายหลังเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว จ.สตูล สมัยก่อนซุ้มประตูหินนี้ก็อยู่ของมันมาโดยไม่ได้มีชื่อเรียกใดๆ และไม่ได้มีตำนงตำนานอะไรเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของหนุ่มๆ สาวๆ หรอก.........โอ๊ว.....ว....ว...ว..ว.........งงไหมล่ะนี่ ? ..........จากเรื่อง “รักโรแมนติก” กลับกลายเป็นเรื่อง “ฮา.....แตกซิก” ซะอย่างงั้น ? (

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล


บ้านโตนปาหนัน หมู่ 4 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล แหล่งท่องเที่ยวของต.ทุ่งนุ้ย: บ่อน้ำพุร้อน บ้านน้ำร้อน ต.ทุ่งนุ้ย. อ.ควนกาหลง จ.สตูล



ที่ตั้ง
บ้านโตนปาหนัน หมู่ 4 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล

ลักษณะธรณีวิทยา 
หินแกรนิต

ลักษณะทางกายภาพ 
มีน้ำพุร้อนเล็กๆ หลายบ่อ ไหลลงมารวมเป็นบ่อขนาด 2x6 เมตร เกิดอยู่ริมคลอง น้ำใสสะอาด มีปริมาณก๊าซคาร์บอนได- ออกไซด์น้อย ไม่มีกลิ่นกำมะถัน พบสาหร่ายสีเขียว ตามทางที่น้ำร้อนไหล สภาพโดยรอบเป็นสวนป่าและภูเขา

ลักษณะทางเคมี 
ความเป็นกรด-ด่าง 7.70 , ปริมาณมวลสารทั้งหมดและแร่ธาตุอื่นๆ nd ppm.

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล

ถ้ำเจ็ดคตหรือ “ถ้ำสัตคูหา” ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 10  ตำบลน้ำผุด  อำเภอละงู  ด้านทิศเหนือของน้ำตก วังสายทองห่างไปราว  2  กิโลเมตร  ระยะห่างจากเขตเทศบาลตำบลกำแพง  38  กิโลเมตร  เส้นทางไปมาสะดวก  ลาดยางถึงบริเวณถ้ำ  จึงเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดปี  ถ้ำเจ็ดคตมีความกว้าง 70 – 80 เมตร ยาวประมาณ  600  เมตร  แบ่งออกเป็น  7  ช่วงหรือคูหา  บางช่วงมีความสูงของเพดานถ้ำ 100 – 200 เมตร มีลำคลองไหลผ่านในถ้ำ  คือ คลองมะนัง  ต้นน้ำเกิดจากถ้ำโตน   อยู่ทางเหนือของถ้ำป่าพน  อำเภอมะนัง  คลองมะนังไหลออกปากถ้ำไปบรรจบกับคลองละงู  ซึ่งมีต้นน้ำเกิดจากภูเขาในจังหวัดตรัง
ภายในถ้ำซึ่งแบ่งเป็น  7  ช่วง  มีบรรยากาศแตกต่างกัน  ลำคลองไหลไปตามความคดเคี้ยวของตัวถ้ำ  สายน้ำจึงมีความตื้นลึกไม่เท่ากัน  ในช่วงหน้าแล้ง  น้ำลึกแค่ท่วมข้อเท้า  เดินลุยไปได้อย่างสบาย  บางตอนอาจลึกเกิน  5 เมตร  ช่วงหน้าฝน  น้ำหลาก  จะเดินทางเข้าไปได้ค่อนข้างยาก  นักท่องเที่ยวต้องเดินลัดเลาะไปตามริมผนังถ้ำ  เดินลุยน้ำ  บางตอนเป็นหาดทรายผสมกรวดบ้าง  บางคูหามีพื้นที่เป็นโคลนเลนต้องระมัดระวังในการเดินเป็นพิเศษควรมีไฟฉายติดตัวไปด้วย
บรรยากาศในถ้ำเงียบสงัด  แทรกด้วยเสียงน้ำไหลสลับกับเสียงลุยน้ำและเสียงสนทนาจากผู้มาเยือนเป็นระยะ ๆ  สิ่งที่เรียกเสียงอุทานด้วยความพึงพอใจจากนักท่องเที่ยวทั่วหน้าก็คือ  ดวงตาวาววับล้อแสงไฟที่ส่องไปกระทบของกลุ่มค้างคาวที่เกาะตัวอยู่บนเพดานถ้ำ  ดูราวกับกลุ่มดาวเคราะห์บนฟากฟ้าอันไกลโพ้น  มีหินงอกหินย้อยอยู่ทั่วไป ก่อเกิดจินตนาการที่กว้างไกลแก่ผู้พบเห็น  เมื่อเดินทางถึงคดสุดท้ายหรือคดที่เจ็ด  มีลำแสงส่องจากปากถ้ำ  เหมือนแสงแห่งชัยชนะมอบให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางถึงคูหาสุดท้ายใช้เวลาในการลัดเลาะไปตามผนังถ้ำลุยน้ำ  ชมธรรมชาติประมาณ 30  นาที
ถ้ำเจ็ดคตมีลักษณะพิเศษ  แตกต่างจากถ้ำอื่น ๆ  มีลำคลองลอดถ้ำ  คดเคี้ยวไปตามลักษณะธรรมชาติของตัวถ้ำมีถึง 7 คูหา  เป็นที่มาของชื่อถ้ำแห่งนี้  มีผู้ตั้งชื่อใหม่ว่า “ถ้ำสัตคูหา”  พร้อมตั้งชื่อของแต่ละคูหา ดังนี้
คูหาที่ 1  เรียกว่า “สาวยิ้ม”  ผนังถ้ำมีสีเขียวมรกตมีหินงอกหินย้อยอยู่หน้าถ้ำ
คูหาที่ 2 เรียกว่า  “นางคอย”  มีหินงอก  หินย้อย  สวยงาม และฝูงค้างคาวจำนวนมาก
คูหาที่ 3 เรียกว่า  “เพชรร่วง”  ส่วนบนของผนังถ้ำมีช่อง  ให้แสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาได้  เมื่อแสงอาทิตย์กระทบกับผนังถ้ำจึงเกิดประกายแวววาวเหมือนเพชร
คูหาที่ 4  เรียกว่า “เจดีย์สามยอด”  พื้นทางเดินเป็นหิน  ลักษณะคล้ายดอกกุหลาบ
คูหาที่ 5  เรียกว่า “ น้ำทิพย์”  ตามผนังถ้ำเป็นหินย้อยสีขาว และน้ำตาล  เป็นหลืบซ้อนกันมองดูคล้ายผ้าม่าน
คูหาที่ 6  เรียกว่า “ ฉัตรทอง”  มีหินงอก หินย้อยซ้อนเหลื่อมกันเป็นชั้นเสมือนฉัตร
คูหาที่ 7  เรียกว่า “ ส่องนภา”  ภายในมีหินงอก  หินย้อย  รูปทรงคล้ายดอกบัวคว่ำ

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล

ถ้ำเจ็ดคตหรือ “ถ้ำสัตคูหา” ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 10  ตำบลน้ำผุด  อำเภอละงู  ด้านทิศเหนือของน้ำตก วังสายทองห่างไปราว  2  กิโลเมตร  ระยะห่างจากเขตเทศบาลตำบลกำแพง  38  กิโลเมตร  เส้นทางไปมาสะดวก  ลาดยางถึงบริเวณถ้ำ  จึงเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดปี  ถ้ำเจ็ดคตมีความกว้าง 70 – 80 เมตร ยาวประมาณ  600  เมตร  แบ่งออกเป็น  7  ช่วงหรือคูหา  บางช่วงมีความสูงของเพดานถ้ำ 100 – 200 เมตร มีลำคลองไหลผ่านในถ้ำ  คือ คลองมะนัง  ต้นน้ำเกิดจากถ้ำโตน   อยู่ทางเหนือของถ้ำป่าพน  อำเภอมะนัง  คลองมะนังไหลออกปากถ้ำไปบรรจบกับคลองละงู  ซึ่งมีต้นน้ำเกิดจากภูเขาในจังหวัดตรัง
ภายในถ้ำซึ่งแบ่งเป็น  7  ช่วง  มีบรรยากาศแตกต่างกัน  ลำคลองไหลไปตามความคดเคี้ยวของตัวถ้ำ  สายน้ำจึงมีความตื้นลึกไม่เท่ากัน  ในช่วงหน้าแล้ง  น้ำลึกแค่ท่วมข้อเท้า  เดินลุยไปได้อย่างสบาย  บางตอนอาจลึกเกิน  5 เมตร  ช่วงหน้าฝน  น้ำหลาก  จะเดินทางเข้าไปได้ค่อนข้างยาก  นักท่องเที่ยวต้องเดินลัดเลาะไปตามริมผนังถ้ำ  เดินลุยน้ำ  บางตอนเป็นหาดทรายผสมกรวดบ้าง  บางคูหามีพื้นที่เป็นโคลนเลนต้องระมัดระวังในการเดินเป็นพิเศษควรมีไฟฉายติดตัวไปด้วย
บรรยากาศในถ้ำเงียบสงัด  แทรกด้วยเสียงน้ำไหลสลับกับเสียงลุยน้ำและเสียงสนทนาจากผู้มาเยือนเป็นระยะ ๆ  สิ่งที่เรียกเสียงอุทานด้วยความพึงพอใจจากนักท่องเที่ยวทั่วหน้าก็คือ  ดวงตาวาววับล้อแสงไฟที่ส่องไปกระทบของกลุ่มค้างคาวที่เกาะตัวอยู่บนเพดานถ้ำ  ดูราวกับกลุ่มดาวเคราะห์บนฟากฟ้าอันไกลโพ้น  มีหินงอกหินย้อยอยู่ทั่วไป ก่อเกิดจินตนาการที่กว้างไกลแก่ผู้พบเห็น  เมื่อเดินทางถึงคดสุดท้ายหรือคดที่เจ็ด  มีลำแสงส่องจากปากถ้ำ  เหมือนแสงแห่งชัยชนะมอบให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางถึงคูหาสุดท้ายใช้เวลาในการลัดเลาะไปตามผนังถ้ำลุยน้ำ  ชมธรรมชาติประมาณ 30  นาที
ถ้ำเจ็ดคตมีลักษณะพิเศษ  แตกต่างจากถ้ำอื่น ๆ  มีลำคลองลอดถ้ำ  คดเคี้ยวไปตามลักษณะธรรมชาติของตัวถ้ำมีถึง 7 คูหา  เป็นที่มาของชื่อถ้ำแห่งนี้  มีผู้ตั้งชื่อใหม่ว่า “ถ้ำสัตคูหา”  พร้อมตั้งชื่อของแต่ละคูหา ดังนี้
คูหาที่ 1  เรียกว่า “สาวยิ้ม”  ผนังถ้ำมีสีเขียวมรกตมีหินงอกหินย้อยอยู่หน้าถ้ำ
คูหาที่ 2 เรียกว่า  “นางคอย”  มีหินงอก  หินย้อย  สวยงาม และฝูงค้างคาวจำนวนมาก
คูหาที่ 3 เรียกว่า  “เพชรร่วง”  ส่วนบนของผนังถ้ำมีช่อง  ให้แสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาได้  เมื่อแสงอาทิตย์กระทบกับผนังถ้ำจึงเกิดประกายแวววาวเหมือนเพชร
คูหาที่ 4  เรียกว่า “เจดีย์สามยอด”  พื้นทางเดินเป็นหิน  ลักษณะคล้ายดอกกุหลาบ
คูหาที่ 5  เรียกว่า “ น้ำทิพย์”  ตามผนังถ้ำเป็นหินย้อยสีขาว และน้ำตาล  เป็นหลืบซ้อนกันมองดูคล้ายผ้าม่าน
คูหาที่ 6  เรียกว่า “ ฉัตรทอง”  มีหินงอก หินย้อยซ้อนเหลื่อมกันเป็นชั้นเสมือนฉัตร
คูหาที่ 7  เรียกว่า “ ส่องนภา”  ภายในมีหินงอก  หินย้อย  รูปทรงคล้ายดอกบัวคว่ำ