ยินดีต้อนรับสู่บล็อกของ
ด.ญ.ฉัตรลดา เทียบพุฒ เลขที่ 40 ม.2/2 โรงเรียนพิมานพิทยาสรรค์ค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2558

เเหล่งท่องเที่ยงจังหวัดสตูล

มัสยิดมำบังชื่อเดิม "มัสยิดเตองะห์" หรือ “มัสยิดอากีบี"ด้านหน้าติดถนนสตูลธานี  ด้านหลังติดถนนบุรีวานิช  อยู่ในย่านตลาด เขตเทศบาลเมืองสตูล อำเภอเมือง จังหวัดสตูล
มัสยิดมำบัง ชื่อเดิม "มัสยิดเตองะห์" หรือ “มัสยิดอากีบี" ด้านหน้าติดถนนสตูลธานี  ด้านหลังติดถนนบุรีวานิช  อยู่ในย่านสร้างในสมัยพระยาอภัยนุราช (ตนกูมูฮำหมัดอาเก็บ) เป็นเจ้าเมืองสตูล ซึ่งได้ปรึกษากับหวันโอมาร์ บินหวันซาดี และข้าราชการ ให้สร้างมัสยิดถาวรขึ้น ได้ช่างผู้เขียนแบบแปลนมาจากเมืองมะละกา เงินทุนการก่อสร้างได้จากการขายเรือมาด (ตีเมาซูด๊ะห์) ขายที่เมืองไทรบุรี ขากลับก็ซื้ออิฐ กระเบื้องลูกฟูกมุงหลังคา กระเบื้องปูพื้น สร้างเสร็จใช้เวลาหลายปี ในปี พ.ศ.2517 ได้รื้อและสร้างใหม่ในที่เดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดเมื่อวันที่  20  กันยายน พ.ศ.2522
มัสยิดมำบัง เป็นศูนย์รวมในการปฏิบัติศาสนกิจของชาวไทยมุสลิม  ตามศาสนาอิสลามในวันศุกร์  ในอดีตมัสยิดมีหอคอยสูงๆ เรียกว่า  "นิมาร"  แปลว่าสถานที่ดูเพลิง ต่อมาหอคอย หรือ หออาซาน ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของมัสยิด ซึ่งใช้ตะโกนบอก ให้มุสลิมละหมาด เพราะตะโกนจากที่สูงๆ ได้ยินไปทั่ว มัสยิดมำบังเป็นศูนย์รวมน้ำใจของชาวมุสลิมในจังหวัดสตูล
ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของมัสยิดมำบังมีลักษณะมีโดมเดียว   รูปคล้ายบัวตูม   หรือ  "เรือ"  ในหมากรุกไทยบนยอดโดมมีสัญลักษณ์ดาวและพระจันทร์เสี้ยว แสดงถึงสัญลักษณ์การเผยแพร่ศาสนาอิสลาม เป็นทรงสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เด่น สวยงาม สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก 3 ชั้น ชั้นใต้ดิน 1 ชั้น ใช้เป็นห้องประชุม และห้องสมุด ชั้นกลางใช้ละหมาด พื้นหินขัด ผนังก่ออิฐถือโปกปูน สลับอิฐโปร่งสีน้ำตาล เพื่อระบายอากาศ ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบ หลังคาเทคอนกรีตปูด้วยกระเบื้องดินเผา โดมเป็นเฟือง 8 เฟือง ประดับกระจกสีทองจากอิตาลี
การเดินทางเข้าสู่เทศบาลเมืองสตูลตามถนนสายเอก  ถนนสตูลธานี จะมองเห็นโดมสีทองเด่นชัดหาง่าย อยู่กลางใจเมืองสตูล

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล

เขตชายแดนไทย-มาเลเซีย (ด่านวังประจัน) อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติทะเลบัน เพียง ๒ กิโลเมตร บริเวณเขตแดนมีหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ตั้งอยู่ หากเดินทางต่อไปอีกประมาณ ๒๓ กิโลเมตร ก็จะถึง ปาดังเบซาร์ ซึ่งมีสินค้าราคาถูกจำหน่าย หรือหากต้องการไปยังเมืองกางะ เมืองหลวงของรัฐเปอร์ลิส ก็สามารถไปได้เพียงเดินทางไปอีกประมาณ ๓๐ กิโลเมตรเท่านั้น ด่านเปิดตั้งแต่ ๐๖.๐๐-๑๙.๐๐ น. และจะมีตลาดนัดใหญ่ทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.๐ ๗๔๗๒ ๒๗๓๐-๑

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล

น้ำตกยาโรย
เป็นน้ำตกที่เกิดจากต้นน้ำในป่าหัวกระหมิง มี 9 ชั้น แต่ละชั้นเป็นแอ่งสามารถเล่นน้ำได้ เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในท้องถิ่น การเดินทาง ไปตามทางหลวงหมายเลข 4148 (สายควนสตอ-วังประจัน) กม. ที่ 14-15 ประมาณ 6 กม. จะมีทางแยกเข้าไปอีก 700 เมตร

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล


 
 
Custom Search
 


เกาะไข่ อ.เมือง จ.สตูล 
(ดูภาพด้านล่าง)



     ว่ากันว่าหากใครมีโอกาสพาหวานใจมาท่องเที่ยวทะเล จ.สตูล และอยากให้ความรักมั่นคงยืนยาวล่ะก็ ต้องพาหวานใจมาลอด “ซุ้มรักนิรันดร (Lover’s Gate)” ที่ตั้งอยู่บน “เกาะไข่” สักครั้ง..........ซึ่งไม่ว่าเรื่องราวเล่าขานดังกล่าวข้างต้นจะมีมูลเหตุเท็จจริงประการใดก็ตาม ในปัจจุบันซุ้มประตูหินธรรมชาติแห่งนี้ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการท่องเที่ยวของ จ.สตูล ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     “เกาะไข่ จ.สตูล” เป็นเกาะขนาดเล็กซึ่งอยู่บนเส้นทางเดินเรือระหว่างเกาะตะรุเตา – เกาะหลีเป๊ะ ถึงแม้ว่าชื่อของ “เกาะไข่ จ.สตูล” แห่งนี้จะไปพ้องต้องกันกับชื่อของ “หมู่เกาะไข่ จ.พังงา” แต่ความจริงแล้วต่างก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวคนละแห่ง นักท่องเที่ยวซึ่งไม่เคยทราบข้อมูลเหล่านี้มาก่อนอาจเกิดความสับสนได้ ( “หมู่เกาะไข่ จ.พังงา” ประกอบไปด้วยเกาะสำคัญๆ 3 เกาะ คือ เกาะไข่ใน , เกาะไข่นอก และเกาะไข่นุ้ย ส่วน “เกาะไข่ จ.สตูล” เป็นเกาะเดียวแยกออกมาเดี่ยวๆ สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกาะเหล่านี้ได้รับชื่อว่า “เกาะไข่” ก็เนื่องมาจากหาดทรายสีขาวนวลอมน้ำตาลอ่อนสวยงามคล้ายกับสีเปลือกไข่นั่นเองครับ) สำหรับเนื้อหาต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ภายในบทความชิ้นนี้ทีมงานท่องเที่ยวดอทคอม (www.thongteaw.com) จะขอกล่าวอ้างอิงถึงเฉพาะ “เกาะไข่ จ.สตูล” เท่านั้น


เกาะไข่ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล เกาะไข่ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล เกาะไข่ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล เกาะไข่ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล 
ความงดงามกลางทะเลใต้


     ซุ้มรักนิรันดร สัญลักษณ์แห่งการท่องเที่ยวทะเล จ.สตูล
      หากจะกล่าวถึงสิ่งสำคัญที่ทำให้เกาะไข่ จ.สตูล มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวก็คงจะหนีไม่พ้น ทิวทัศน์ของซุ้มประตูหินธรรมชาติขนาดใหญ่ซึ่งเรียกกันว่า “ซุ้มรักนิรันดร” , “ซุ้มประตูแห่งรัก” หรือ “ซุ้มประตูแห่งคู่รัก” ที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ (จะเรียกชื่อซุ้มประตูหินธรรมชาติของเกาะไข่ จ.สตูล อย่างหนึ่งอย่างใดจากใน 3 แบบข้างต้นก็ไม่ถือว่าผิดครับ) ลักษณะของซุ้มรักนิรันดรเป็นซุ้มประตูหินโค้งขนาดใหญ่และเล็ก 2 ช่องวางเรียงตัวอยู่คู่กัน มีความเชื่อว่าหากใครพาคู่รักลอดเข้าประตูช่องหนึ่งแล้วลอดกลับออกมาทางอีกช่องหนึ่งจะได้พบกับความรักที่มั่นคง..........ยืนยาว คนบ้ากล้องมักจะไม่ยอมพลาดโอกาสในการถ่ายภาพงามๆ ณ ซุ้มประตูแห่งนี้


ซุ้มรักนิรันดร เกาะไข่ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล

....................ซุ้มรักนิรันดร เกาะไข่ จ.สตูล.................... 



     ใกล้ๆ กับซุ้มรักนิรันดรมีแผ่นไม้ขนาดใหญ่สลักบทกลอนอันไพเราะเอาไว้ด้วยใจความว่า “ประตูหินโค้ง...ตะรุเตา...สตูล จุดเพิ่มพูนตำนานรักหนุ่มสาว แดนประเดิมเสริมรักให้ยืนยาว สองเราก้าวสู่ประตู...รักนิรันดร” ทำให้ดูคล้ายว่าเกาะไข่แห่งนี้จะมีตำนานรักสุดแสนโรแมนติกอันเป็นที่มาของชื่อ “ซุ้มรักนิรันดร” แต่จากข้อมูลที่ทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมได้ลองสืบค้นโดยการสอบถามกับประชาชนคนพื้นถิ่นกลับพบความเป็นจริงอันเรียบง่ายซึ่งอธิบายที่มาของชื่อ “ซุ้มรักนิรันดร” อย่างชัดเจนว่า มันถูกตั้งขึ้นเอาเองภายหลังเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว จ.สตูล สมัยก่อนซุ้มประตูหินนี้ก็อยู่ของมันมาโดยไม่ได้มีชื่อเรียกใดๆ และไม่ได้มีตำนงตำนานอะไรเกี่ยวกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของหนุ่มๆ สาวๆ หรอก.........โอ๊ว.....ว....ว...ว..ว.........งงไหมล่ะนี่ ? ..........จากเรื่อง “รักโรแมนติก” กลับกลายเป็นเรื่อง “ฮา.....แตกซิก” ซะอย่างงั้น ? (

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล


บ้านโตนปาหนัน หมู่ 4 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล แหล่งท่องเที่ยวของต.ทุ่งนุ้ย: บ่อน้ำพุร้อน บ้านน้ำร้อน ต.ทุ่งนุ้ย. อ.ควนกาหลง จ.สตูล



ที่ตั้ง
บ้านโตนปาหนัน หมู่ 4 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล

ลักษณะธรณีวิทยา 
หินแกรนิต

ลักษณะทางกายภาพ 
มีน้ำพุร้อนเล็กๆ หลายบ่อ ไหลลงมารวมเป็นบ่อขนาด 2x6 เมตร เกิดอยู่ริมคลอง น้ำใสสะอาด มีปริมาณก๊าซคาร์บอนได- ออกไซด์น้อย ไม่มีกลิ่นกำมะถัน พบสาหร่ายสีเขียว ตามทางที่น้ำร้อนไหล สภาพโดยรอบเป็นสวนป่าและภูเขา

ลักษณะทางเคมี 
ความเป็นกรด-ด่าง 7.70 , ปริมาณมวลสารทั้งหมดและแร่ธาตุอื่นๆ nd ppm.

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล

ถ้ำเจ็ดคตหรือ “ถ้ำสัตคูหา” ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 10  ตำบลน้ำผุด  อำเภอละงู  ด้านทิศเหนือของน้ำตก วังสายทองห่างไปราว  2  กิโลเมตร  ระยะห่างจากเขตเทศบาลตำบลกำแพง  38  กิโลเมตร  เส้นทางไปมาสะดวก  ลาดยางถึงบริเวณถ้ำ  จึงเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดปี  ถ้ำเจ็ดคตมีความกว้าง 70 – 80 เมตร ยาวประมาณ  600  เมตร  แบ่งออกเป็น  7  ช่วงหรือคูหา  บางช่วงมีความสูงของเพดานถ้ำ 100 – 200 เมตร มีลำคลองไหลผ่านในถ้ำ  คือ คลองมะนัง  ต้นน้ำเกิดจากถ้ำโตน   อยู่ทางเหนือของถ้ำป่าพน  อำเภอมะนัง  คลองมะนังไหลออกปากถ้ำไปบรรจบกับคลองละงู  ซึ่งมีต้นน้ำเกิดจากภูเขาในจังหวัดตรัง
ภายในถ้ำซึ่งแบ่งเป็น  7  ช่วง  มีบรรยากาศแตกต่างกัน  ลำคลองไหลไปตามความคดเคี้ยวของตัวถ้ำ  สายน้ำจึงมีความตื้นลึกไม่เท่ากัน  ในช่วงหน้าแล้ง  น้ำลึกแค่ท่วมข้อเท้า  เดินลุยไปได้อย่างสบาย  บางตอนอาจลึกเกิน  5 เมตร  ช่วงหน้าฝน  น้ำหลาก  จะเดินทางเข้าไปได้ค่อนข้างยาก  นักท่องเที่ยวต้องเดินลัดเลาะไปตามริมผนังถ้ำ  เดินลุยน้ำ  บางตอนเป็นหาดทรายผสมกรวดบ้าง  บางคูหามีพื้นที่เป็นโคลนเลนต้องระมัดระวังในการเดินเป็นพิเศษควรมีไฟฉายติดตัวไปด้วย
บรรยากาศในถ้ำเงียบสงัด  แทรกด้วยเสียงน้ำไหลสลับกับเสียงลุยน้ำและเสียงสนทนาจากผู้มาเยือนเป็นระยะ ๆ  สิ่งที่เรียกเสียงอุทานด้วยความพึงพอใจจากนักท่องเที่ยวทั่วหน้าก็คือ  ดวงตาวาววับล้อแสงไฟที่ส่องไปกระทบของกลุ่มค้างคาวที่เกาะตัวอยู่บนเพดานถ้ำ  ดูราวกับกลุ่มดาวเคราะห์บนฟากฟ้าอันไกลโพ้น  มีหินงอกหินย้อยอยู่ทั่วไป ก่อเกิดจินตนาการที่กว้างไกลแก่ผู้พบเห็น  เมื่อเดินทางถึงคดสุดท้ายหรือคดที่เจ็ด  มีลำแสงส่องจากปากถ้ำ  เหมือนแสงแห่งชัยชนะมอบให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางถึงคูหาสุดท้ายใช้เวลาในการลัดเลาะไปตามผนังถ้ำลุยน้ำ  ชมธรรมชาติประมาณ 30  นาที
ถ้ำเจ็ดคตมีลักษณะพิเศษ  แตกต่างจากถ้ำอื่น ๆ  มีลำคลองลอดถ้ำ  คดเคี้ยวไปตามลักษณะธรรมชาติของตัวถ้ำมีถึง 7 คูหา  เป็นที่มาของชื่อถ้ำแห่งนี้  มีผู้ตั้งชื่อใหม่ว่า “ถ้ำสัตคูหา”  พร้อมตั้งชื่อของแต่ละคูหา ดังนี้
คูหาที่ 1  เรียกว่า “สาวยิ้ม”  ผนังถ้ำมีสีเขียวมรกตมีหินงอกหินย้อยอยู่หน้าถ้ำ
คูหาที่ 2 เรียกว่า  “นางคอย”  มีหินงอก  หินย้อย  สวยงาม และฝูงค้างคาวจำนวนมาก
คูหาที่ 3 เรียกว่า  “เพชรร่วง”  ส่วนบนของผนังถ้ำมีช่อง  ให้แสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาได้  เมื่อแสงอาทิตย์กระทบกับผนังถ้ำจึงเกิดประกายแวววาวเหมือนเพชร
คูหาที่ 4  เรียกว่า “เจดีย์สามยอด”  พื้นทางเดินเป็นหิน  ลักษณะคล้ายดอกกุหลาบ
คูหาที่ 5  เรียกว่า “ น้ำทิพย์”  ตามผนังถ้ำเป็นหินย้อยสีขาว และน้ำตาล  เป็นหลืบซ้อนกันมองดูคล้ายผ้าม่าน
คูหาที่ 6  เรียกว่า “ ฉัตรทอง”  มีหินงอก หินย้อยซ้อนเหลื่อมกันเป็นชั้นเสมือนฉัตร
คูหาที่ 7  เรียกว่า “ ส่องนภา”  ภายในมีหินงอก  หินย้อย  รูปทรงคล้ายดอกบัวคว่ำ

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล

ถ้ำเจ็ดคตหรือ “ถ้ำสัตคูหา” ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 10  ตำบลน้ำผุด  อำเภอละงู  ด้านทิศเหนือของน้ำตก วังสายทองห่างไปราว  2  กิโลเมตร  ระยะห่างจากเขตเทศบาลตำบลกำแพง  38  กิโลเมตร  เส้นทางไปมาสะดวก  ลาดยางถึงบริเวณถ้ำ  จึงเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตลอดปี  ถ้ำเจ็ดคตมีความกว้าง 70 – 80 เมตร ยาวประมาณ  600  เมตร  แบ่งออกเป็น  7  ช่วงหรือคูหา  บางช่วงมีความสูงของเพดานถ้ำ 100 – 200 เมตร มีลำคลองไหลผ่านในถ้ำ  คือ คลองมะนัง  ต้นน้ำเกิดจากถ้ำโตน   อยู่ทางเหนือของถ้ำป่าพน  อำเภอมะนัง  คลองมะนังไหลออกปากถ้ำไปบรรจบกับคลองละงู  ซึ่งมีต้นน้ำเกิดจากภูเขาในจังหวัดตรัง
ภายในถ้ำซึ่งแบ่งเป็น  7  ช่วง  มีบรรยากาศแตกต่างกัน  ลำคลองไหลไปตามความคดเคี้ยวของตัวถ้ำ  สายน้ำจึงมีความตื้นลึกไม่เท่ากัน  ในช่วงหน้าแล้ง  น้ำลึกแค่ท่วมข้อเท้า  เดินลุยไปได้อย่างสบาย  บางตอนอาจลึกเกิน  5 เมตร  ช่วงหน้าฝน  น้ำหลาก  จะเดินทางเข้าไปได้ค่อนข้างยาก  นักท่องเที่ยวต้องเดินลัดเลาะไปตามริมผนังถ้ำ  เดินลุยน้ำ  บางตอนเป็นหาดทรายผสมกรวดบ้าง  บางคูหามีพื้นที่เป็นโคลนเลนต้องระมัดระวังในการเดินเป็นพิเศษควรมีไฟฉายติดตัวไปด้วย
บรรยากาศในถ้ำเงียบสงัด  แทรกด้วยเสียงน้ำไหลสลับกับเสียงลุยน้ำและเสียงสนทนาจากผู้มาเยือนเป็นระยะ ๆ  สิ่งที่เรียกเสียงอุทานด้วยความพึงพอใจจากนักท่องเที่ยวทั่วหน้าก็คือ  ดวงตาวาววับล้อแสงไฟที่ส่องไปกระทบของกลุ่มค้างคาวที่เกาะตัวอยู่บนเพดานถ้ำ  ดูราวกับกลุ่มดาวเคราะห์บนฟากฟ้าอันไกลโพ้น  มีหินงอกหินย้อยอยู่ทั่วไป ก่อเกิดจินตนาการที่กว้างไกลแก่ผู้พบเห็น  เมื่อเดินทางถึงคดสุดท้ายหรือคดที่เจ็ด  มีลำแสงส่องจากปากถ้ำ  เหมือนแสงแห่งชัยชนะมอบให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางถึงคูหาสุดท้ายใช้เวลาในการลัดเลาะไปตามผนังถ้ำลุยน้ำ  ชมธรรมชาติประมาณ 30  นาที
ถ้ำเจ็ดคตมีลักษณะพิเศษ  แตกต่างจากถ้ำอื่น ๆ  มีลำคลองลอดถ้ำ  คดเคี้ยวไปตามลักษณะธรรมชาติของตัวถ้ำมีถึง 7 คูหา  เป็นที่มาของชื่อถ้ำแห่งนี้  มีผู้ตั้งชื่อใหม่ว่า “ถ้ำสัตคูหา”  พร้อมตั้งชื่อของแต่ละคูหา ดังนี้
คูหาที่ 1  เรียกว่า “สาวยิ้ม”  ผนังถ้ำมีสีเขียวมรกตมีหินงอกหินย้อยอยู่หน้าถ้ำ
คูหาที่ 2 เรียกว่า  “นางคอย”  มีหินงอก  หินย้อย  สวยงาม และฝูงค้างคาวจำนวนมาก
คูหาที่ 3 เรียกว่า  “เพชรร่วง”  ส่วนบนของผนังถ้ำมีช่อง  ให้แสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาได้  เมื่อแสงอาทิตย์กระทบกับผนังถ้ำจึงเกิดประกายแวววาวเหมือนเพชร
คูหาที่ 4  เรียกว่า “เจดีย์สามยอด”  พื้นทางเดินเป็นหิน  ลักษณะคล้ายดอกกุหลาบ
คูหาที่ 5  เรียกว่า “ น้ำทิพย์”  ตามผนังถ้ำเป็นหินย้อยสีขาว และน้ำตาล  เป็นหลืบซ้อนกันมองดูคล้ายผ้าม่าน
คูหาที่ 6  เรียกว่า “ ฉัตรทอง”  มีหินงอก หินย้อยซ้อนเหลื่อมกันเป็นชั้นเสมือนฉัตร
คูหาที่ 7  เรียกว่า “ ส่องนภา”  ภายในมีหินงอก  หินย้อย  รูปทรงคล้ายดอกบัวคว่ำ

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล


      น้ำตกวังสายทองตั้งอยู่ในหมู่ที่10บ้านวังนาใน ตำบลน้ำผุด อำเภอละงู  จังหวัดสตูล ประมาณปี พ.ศ.2513 ถูกค้นพบโดยชาวบ้านที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานนำ้ตกวังสายทอง เป็นน้ำตกชั้นหินปูนขนาดใหญ่เป็นชั้นน้อยชั้นใหญ่ ที่มีความสวยงามและมหัศจรรย์น่าหลงใหล
ซึ่งเป็นน้ำตกหินปูนแห่งแรกในภาคใต้เดินแล้วไม่ลื่นพร้อมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ ์ที่ี่หาดูได้ยากในปัจจุบันนี้ 

ประมาณปี พ.ศ.2519 ได้มีการพัฒนาเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
ของประชาชนในชุมชนโดยอาจารย์ปรีชา ขวัญซ้าย ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ณโรงเรียนบ้านวังสายทอง
และชาวบ้านทั้งหมู่ที่ 4 บ้านวังสายทองและหมู่ที่ 10 บ้านวังนาใน
 ร่วมกันพัฒนาในปี พ.ศ.2531  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขตเขาบรรทัดได้มาเปิดเป็นหน่วยพิทักษ์ป่าย่อยขึ้น
และได้พัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวต่อมาจนถึงปัจจุบันน

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล


“ตะรุเตา” เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ตะโละเตรา” ในภาษามลายู แปลว่า มีอ่าวมาก ตะรุเตาเป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ในทะเลอันดามัน บริเวณช่องแคบมะละกา มหาสมุทรอินเดีย ในท้องที่อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ด้านใต้ของเขตอุทยานแห่งชาติ ห่างจากชายแดนไทย-มาเลเซีย เพียง 4.8 กิโลเมตร อุทยานแห่งชาติตะรุเตาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในความใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวทั่วไป เนื่องจากเป็นจุดรวมของความงามที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ ทั้งบนเกาะ และในน้ำ มีป่าที่อุดมสมบูรณ์เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด ในน้ำก็งดงามด้วยกลุ่มปะการังหลากสีสวยสด จนเป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่วโลก ซึ่งประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวน 51 เกาะ รวมทั้งพื้นที่บนเกาะและทะเลประมาณ 931,250 ไร่ หรือ 1,490 ตารางกิโลเมตร

พุทธศักราช 2479 มีการประกาศพระราชบัญญัติกักกันผู้มีสันดานเป็นโจรผู้ร้าย กรมราชทัณฑ์จึงหาสถานที่ที่มีภูมิประเทศเหมาะสม ซึ่งในที่สุดได้เลือกเกาะตะรุเตาและจัดตั้งขึ้นเป็นทัณฑสถาน โดยเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2480 กลุ่มบุกเบิกของกรมราชทัณฑ์ ภายใต้การนำของขุนพิธานทัณฑทัย ได้ขึ้นสำรวจเกาะตะรุเตาบริเวณอ่าวตะโละอุดังและอ่าวตะโละวาว เพื่อจัดทำเป็น “ทัณฑสถาน” โดยฟันฝ่าอุปสรรคทางธรรมชาตินานัปการเป็นเวลา 11 เดือน งานบุกเบิกจึงสิ้นสุดลง หลังจากเดือนมิถุนายน 2481 เกาะตะรุเตาก็เป็นทัณฑสถานและเป็นนิคมฝึกอาชีพของนักโทษเด็ดขาด และนักโทษผู้มีสันดานเป็นผู้ร้าย ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินบนเกาะนี้ เพื่อประโยชน์แก่การราชทัณฑ์โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 56 หน้า 566 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2482 ปลายปี พ.ศ.2482 รัฐบาลได้ส่งนักโทษการเมืองจากคดี กบฏบวรเดช (พ.ศ.2476) และกบฏนายสิบ (พ.ศ.2478) จำนวน 70 นาย มายังเกาะตะรุเตาซึ่งถูกกักบริเวณไว้ที่อ่าวตะโละอุดัง

จากสงครามสงครามเอเชียบูรพา (พ.ศ.2484-2488) เกาะตะรุเตาถูกตัดขาดออกจากแผ่นดินใหญ่ เกิดปัญหาขาดแคลนอาหาร ยา และเครื่องใช้ต่างๆ ต้นปี พ.ศ.2487 ผู้คุมนักโทษได้ทำตัวเป็นโจรสลัดเข้าปล้นสะดมเรือบรรทุกสินค้าชาวไทยและต่างประเทศที่แล่นแผ่นไปมา ในที่สุดรัฐบาลไทยและทหารอังกฤษได้เข้าปราบโจรสลัดเกาะตะรุเตาสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2489 และอีกสองปีต่อมากรมราชทัณฑ์ จึงได้ยกเลิกนิคมฝึกอาชีพตะรุเตา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2515 กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เสนอให้จัดที่ดินบริเวณเกาะตะรุเตา เกาะอาดัง เกาะราวี และเกาะอื่นๆ ในบริเวณเดียวกันเป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งสภาบริหารคณะปฏิวัติได้มีมติเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2515 ชอบในหลักการ ดังนั้นในเดือนมีนาคม 2516 นายเต็ม สมิตินันท์ ผู้เชี่ยวชาญทางพฤกษศาสตร์ป่าไม้ นายไพโรจน์ สุวรรณากร หัวหน้ากองอุทยานแห่งชาติ และคณะ จึงได้เดินทางไปสำรวจเกาะตะรุเตา เกาะอาดัง-ราวี และหมู่เกาะใกล้เคียง ปรากฏว่าเป็นหมู่เกาะที่มีความสวยงาม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีสภาพธรรมชาติที่น่าสนใจ เหมาะแก่การจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล ซึ่งคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2516 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2516 ให้ดำเนินการจัดตั้งเกาะตะรุเตาเป็นอุทยานแห่งชาติโดยเร็ว

กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้มีคำสั่งที่ 960/2516 ลงวันที่ 11 กันยายน 2516 ให้ นายบุญเรือง สายศร นักวิชาการป่าไม้ตรี และนายปรีชา รัตนาภรณ์ นักวิชาการป่าไม้ตรี ไปดำเนินการจัดตั้งเกาะดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ และกรมป่าไม้ได้ดำเนินการขอถอนสภาพจากการเป็นเขตหวงห้ามเพื่อการราชทัณฑ์ในบริเวณที่ดินดังกล่าว จัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินเกาะตะรุเตา เกาะอาดัง เกาะราวี และเกาะอื่นๆ ในท้องที่ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมือง จังหวัดสตูล รวมเนื้อที่ประมาณ 931,250 ไร่ หรือ 1,490 ตารางกิโลเมตร เป็นอุทยานแห่งชาติตะรุเตา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 91 ตอนที่ 68 ลงวันที่ 19 เมษายน 2517 นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 8 ของประเทศไทย

ในปี พ.ศ.2525 อุทยานแห่งชาติตะรุเตาได้รับการยกย่องจากองค์การ UNESCO ให้เป็น มรดกแห่งอาเชียน (ASEAN Heritage Parks and Reserves)

ขนาดพื้นที่
931250.00 ไร่

หน่วยงานในพื้นที่ลักษณะภูมิประเทศ 
ลักษณะทางภูมิศาสตร์ทั่วไป
อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ประกอบด้วยเกาะใหญ่น้อย 51 เกาะ รวมเนื้อที่ประมาณ 1,490 ตารางกิโลเมตร มีเกาะที่มีขนาดใหญ่ 7 เกาะด้วยกัน คือ เกาะตะรุเตา เกาะอาดัง เกาะราวี เกาะหลีเป๊ะ เกาะกลาง เกาะบาตวง และเกาะบิสสี โดยจัดแบ่งออกเป็นหมู่เกาะใหญ่ๆ ได้ 2 หมู่เกาะ คือ หมู่เกาะ ตะรุเตา และหมู่เกาะอาดัง-ราวี
เกาะตะรุเตา เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด มีเนื้อที่ 152.01 ตารางกิโลเมตร สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขามีความลาดชันสูง ยอดเขาที่สูงที่สุด สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 708 เมตร ส่วนชายฝั่งทางด้านตะวันออกของเกาะส่วนมากจะเป็นหน้าผาสูงชันสลับกับอ่าวและหาดทรายโคลน ทางด้านตะวันตกจะมีหน้าผาแต่เฉพาะทางด้านเหนือบริเวณแหลมตันหยงมะระ (ด้านหัวเกาะ) มีที่ราบอยู่เป็นหย่อมๆ ทางเทือกเขาหลังอ่าว อ่าวที่สำคัญได้แก่ อ่าวพันเตมะละกา อ่าวสน อ่าวมะขาม อ่าวตะโละอุดัง และอ่าวตะโละวาว เป็นต้น อ่าวต่างๆ เหล่านี้มีคลองและลำธารไหล่ผ่านออกสู่ทะเล เกาะตะรุเตาประกอบด้วยหินยุค Lower Paleozoic Rocks ทางด้านฝั่งตะวันตกและใต้ของตัวเกาะ จะเป็นหินทรายสีน้ำตาลแดง มีชั้นของหินดินดานแทรกสลับ ในชุดหิน Tarutao Group มีอายุประมาณมหายุค Cambrian ส่วนทางด้านตะวันออกและเหนือของตัวเกาะจะเป็นหน้าผาสูงชันของพวกหินปูนสีเทา-ดำ มีลักษณะเป็นชั้นๆ ในหินชุด Thung Song Group มีอายุประมาณยุค Ordovician
เกาะอาดัง-ราวี อยู่ห่างจากเกาะตะรุเตาไปทางทิศตะวันตกประมาณ 40 กิโลเมตร เกาะอาดัง เกาะราวี เกาะบาตวง และเกาะหลีเป๊ะ เทือกเขาส่วนใหญ่เป็นหินแกรนิต และมีหิน ควอร์ตไซต์และหินดินดานประกอบอยู่ประปราย เกิดในยุค Cretacious โดยเกาะอาดังมีเนื้อที่ 29.78 ตารางกิโลเมตร สภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงครอบคลุมเนื้อที่เกือบทั้งหมดของเกาะ ยอดเขาสูงสุดมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 703 เมตร บริเวณโดยรอบริมเกาะเป็นหน้าผาสูงชัน มีที่ราบเฉพาะบริเวณเหนือชายหาดต่างๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับเกาะราวีมีเนื้อที่ 28.44 ตารางกิโลเมตร สภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน มีความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลประมาณ 460 เมตร พื้นที่มีความลาดชันสูง มีที่ราบน้อย
คุณสมบัติของดินในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตาสามารถจำแนกออกได้เป็น (1) ในบริเวณเกาะตะรุเตา คุณสมบัติของดินเป็น ดินชุดระยอง ดินชุดรือเซาะ ดินชุดท่าจีน ดินชุดระนอง ดินสัมพันธ์ชุดคอหงส์กับชุดระนอง และดินบริเวณที่ลาดชัน (Slope Complex Soils) ซึ่งมีวัตถุต้นกำเนิดดินเป็นหินปูนและหินทราย ลักษณะของเนื้อดินส่วนใหญ่จะเป็นดินทราย โดยเฉพาะในตอนกลางของเกาะตะรุเตา ส่วนในตอนเหนือและตะวันออกของเกาะจะเป็นดินร่วน ซึ่งมีวัตถุต้นกำเนิดดินเป็นหินปูน ดินส่วนใหญ่มีการระบายน้ำดี ยกเว้นบริเวณคลองพันเตมะละกาซึ่งดินจะมีการระบายน้ำเลวเนื่องจากบริเวณนี้ชุดดินเป็นดินชุดท่าจีนซึ่งเป็นดินเค็มที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดดินถูกพัดพามาโดยน้ำเค็ม (2) ในบริเวณเกาะอาดังคุณสมบัติของดินเป็น ดินชุดระนอง ดินชุดระยอง และดินบริเวณที่ลาดชันซึ่งมีวัตถุต้นกำเนิดดินเป็นหินควอร์ตไซต์ และวัตถุต้นกำเนิดดินเป็นหินแกรนิต ลักษณะเนื้อดินเป็นดินร่วน มีดินทรายทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณแหลมตันหยงบากู และบริเวณชายหาดต่างๆ โดยดินมีคุณสมบัติในการระบายน้ำดีถึงดีมาก และ (3) ในบริเวณเกาะราวี คุณสมบัติของดินเป็นดินชุดระยอง และดินบริเวณที่ลาดชันซึ่งมีวัตถุต้นกำเนิดดินเป็นหิน ควอร์ตไซต์ และวัตถุต้นกำเนิดดินเป็นหินแกรนิต โดยมีคุณสมบัติของดินโดยทั่วไปเช่นเดียวกับเกาะอาดัง 

ลักษณะภูมิอากาศ
ข้อมูลภูมิอากาศของอุทยานแห่งชาติตะรุเตาในรอบปีที่ผ่านมา (มกราคม – ธันวาคม 2544) พบว่า ฝนจะตกมากที่สุดในเดือนกันยายน 594 มิลลิเมตร รองลงมาในเดือนตุลาคม 478 มิลลิเมตร และตกน้อยที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ 15 มิลลิเมตร ปริมาณน้ำฝนรายปี 2,908 มิลลิเมตร อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด 39oC อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด 19oC โดยอุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายนและต่ำสุดในเดือนมิถุนายน ในฤดูฝนเป็นช่วงที่ได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ นอกจากจะทำให้ฝนตกหนักแล้ว ท้องทะเลยังมีคลื่นลมแรง ทำให้การเดินทางไปท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตาในช่วงนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว จึงกำหนดปิด-เปิดฤดูการท่องเที่ยวประจำปี เฉพาะบริเวณหมู่เกาะอาดัง - ราวี ดังนี้
ปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม - 15 พฤศจิกายน ของทุกปี
เปิดฤดูการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน - 15 พฤษภาคม ของทุกปี 

พืชพรรณและสัตว์ป่า
สภาพป่าของอุทยานแห่งชาติตะรุเตาสามารถจำแนกออกได้เป็น 7 ประเภท ได้แก่
ป่าดงดิบ ประกอบด้วย หงอกค่าง ยางปาย ยางเสียน เคี่ยมคะนอง มังคาก หลุมพอ เสียดช่อ ตะเคียนหิน หมากนางลิง ระกำ ไพลดำ ข้าหลวงหลังลาย ลิ้นแรด เฟินก้านดำ และนาคราช

ป่าผสมผลัดใบ/ป่าเขาหินปูน ประกอบด้วย รักขาว แคยอดดำ งิ้วป่า พลับดง ไทรย้อยใบทู่ ข่อย ส้มกบ สลัดไดป่า เปล้าน้ำเงิน เข็มขน เต่าร้างแดง แก้วหน้าม้า บุกหิน เปราะป่า เถาวัลย์ด้วน ขี้ไก่ย่าน เฟินราชินี หญ้าข้าวป่า และรองเท้านารีดอกขาว

ป่าชายหาด ประกอบด้วย เสม็ดชุน เสม็ดขาว วา จิกเล กระทิง หูกวาง สนทะเล ตีนเป็ดทะเล หว้าหิน โกงกางหูช้าง ปอทะเล โพทะเล รักทะเล พุทราทะเล กระแตไต่ไม้ ผักบุ้งทะเล ถั่วคล้า เกล็ดนาคราช พลับพลึง ปรงทะเล ชุมเห็ดเล และลำเจียก

ป่าพรุ ประกอบด้วย จิกนา จิกน้ำ ตีนเป็ดเล็ก เต่าร้างแดง หมากอาดัง กะลุมพี หญ้าสามคม กระจูด ผักแขยง กระถินนา หญ้าเข็ม ไส้ปลาไหล ผักขาเขียด ผักบุ้ง

ป่าชายเลน ประกอบด้วย เหงือกปลาหมอดอกม่วง ฝาด ขลู่ ตาตุ่มทะเล หลุมพอทะเล ตะบูน เล็บมือนาง ถั่ว พังกาหัวสุม โปรง โกงกาง ลำพู ลำแพนทะเล แสมว แสมทะเล สำมะงา หวายลิง และจาก

ไม้แคระ/ไม้พุ่ม ประกอบด้วย ปรงเขา ส้านใหญ่ ไกรทองหรือพิกุลทอง ชะแอง ขนหนอน ติ่งตั่ง หญ้าหนูต้น หญ้าหางนกยูง เอ็นอ้าน้อย และเนียมนกเขา

ป่ารุ่นสอง ประกอบด้วย ทุ้งฟ้า ตีนเป็ด กระทุ่ม ตอกใบใหญ่ ติ้วขาว หว้าเขา ชันยอด ตองแตบ เพกา มังตาน ตีนนก หนาดใหญ่ พลับพลา ปอเต่าไห้ พุดน้ำ โคลงเคลงขี้นก ถอบแถบเครือ หมามุ้ย หญ้ายายเภา และสาบเสือ


สัตว์ป่าที่พบในอุทยานแห่งชาติตะรุเตาสามารถจำแนกออกได้เป็น
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จำนวนที่พบ 30 ชนิด ประกอบด้วย หมูป่า กระจง ลิงแสม ค่างแว่นถิ่นใต้ นากใหญ่ขนเรียบ เม่นหางพวงใหญ่ อีเห็นธรรมดา บ่าง กระรอกบินแก้มสีแดง หนูท้องขาว และค้างคาวแวมไพร์แปลงเล็ก

นก จำนวนที่พบ 268 ชนิด ประกอบด้วย นกยางเขียว นกยางทะเล นกออก นกเด้าดิน นกเขาใหญ่ นกกระปูดใหญ่ นกกระเต็นใหญ่ปีกสีน้ำตาล นกจาบคาหัวเขียว นกตะขาบดง นกแก็ก นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทอง นกแอ่นบ้าน นกปรอดคอลาย นกแซงแซวหางบ่วงใหญ่ นกขมิ้นท้ายทอยดำ นกเขียวคราม นกเด้าลมดง นกอีเสือสีน้ำตาล นกขุนทอง นกกินปลีอกเหลือง นกเอี้ยงถ้ำ

สัตว์เลื้อยคลาน จำนวนที่พบ 30 ชนิด ประกอบด้วย ตะกวด เหี้ย งูเหลือม งูจงอาง งูกะปะ งูเขียวตุ๊กแก งูเขียวหางไหม้ท้องเขียว งูพังกา งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา งูเห่า งูปล้องทอง แย้ จิ้งจก ตุ๊กแกบ้าน จิ้งเหลน กิ้งก่า และเต่าหับ

สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ประกอบด้วย กบน้ำกร่อย กบภูเขา กบหนอง อึ่งอ่างบ้าน ปาด เขียด คางคกบ้าน จงโคร่ง และคางคกไฟ

แมลงและอื่นๆ ประกอบด้วย ผีเสื้อมรกตธรรมดา ผีเสื้อลายขีดเงินลายขอ ผีเสื้อสะพายขาวปีกโค้ง แมลงปอ หิ่งห้อย เห็บกวาง ตั๊กแตนตำข้าว จิงโจ้น้ำ บึ้ง มดตะนอย จั้กจั่น ปลวก มวน แมลงเต่าทอง ทาก ตะขาบ แมงมุม ไส้เดือน และกิ้งกือ

พืชและสัตว์ที่พบในแหล่งน้ำ ได้แก่ สาหร่ายเห็ดหูหนู โลมาหัวขวดธรรมดา โลมาหัวขวดมลายู โลมาหัวบาตรครีบหลัง เต่ามะเฟือง เต่าตนุ เต่ากระ เต่าหญ้า ปลากระเบน ปลาการ์ตูน ปลาผีเสื้อ ปลาสินสมุทร ปลาสิงโต ปลาโนรี ปลากะรัง ปลาปักเป้า ปลาอมไข่ ปลาทราย ปลาเก๋า ปลาข้างเหลือง ปลากระบอกหัวสิ่ว ปลากะพงแดงหางปาน ปลาเห็ดโคน ปลาสีกุนข้างเหลือง ปลาหางแข็งบั้ง ปลามงแซ่ ปลาฉลามหนูใหญ่ ปลาตีน หอยทับทิม หอยตาวัว หอยมือผี หอยสังข์ปีก หอยเบี้ย หอยมะระ หอยเต้าปูน หอยมวนพลู หอยวงเวียน หอยปีกนก หอยมือเสือ หอยตลับ หอยเสียบ หอยทราย หอยขี้กา หอยเจดีย์ หอยแมลงภู่ หมึกกระดอง หมึกกล้วย ปูหิน ปูเสฉวน ปูลม ปูก้ามดาบ ปูแสม กั้ง กุ้งมังกร และกุ้งนาง เป็นต้น

ปะการังและสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่พบในอุทยานแห่งชาติทางทะเลได้แก่ ปะการังเขากวาง ปะการังโต๊ะ ปะการังโขด ปะการังรังผึ้ง ปะการังสมอง ปะการังดาวใหญ่ ปะการังดอกเห็ด ปะการัง บูมเมอแรง ปะการังกาแล็กซี่ ปะการังแผ่นเปลวไฟ ปะการังเคลือบหนาม ปะการังจาน ปะการังถ้วยสีส้ม ปะการังไฟ ปะการังสีน้ำเงิน ปะการังร่องหนาม ปะการังอ่อน กัลปังหา ดากทะเล ลิ่นทะเล เพรียงหัวหอม แมลงสาบทะเล หนอนตัวแบน ปลาดาว อีแปะทะเล ปลิงสายสะดือ พลับพลึงทะเล หอยเม่นหนามดำ หอยเม่นหนามลาย ทากดิน ตาลปัดทะเล แมงกะพรุน บัวทะเล ดาวเปราะ และดาวหนาม เป็นต้น

สัตว์น้ำจืด ได้แก่ ตะพาบน้ำ ปลาซิวใบไผ่ ปลาซิวควาย ปลากระดี่นาง ปลากระทิงดำ ปลาเสือพ่นน้ำ ปลาหัวตะกั่ว ปลาดุกคางขาว หรือปลาดุกด้าน ปลาดุกลำพัน ปลาหมอไทย ปลาช่อน ปลาก้าง ปลากริมข้างลาย ปลาตูหนา หรือปลาไหลหูดำ หอยโข่ง หอยขม ปูน้ำตก กุ้งก้ามกราม กุ้งฝอย กุ้งน้ำตก เป็นต้น

การเดินทาง
เครื่องบิน
จากกรุงเทพฯเดินทางมาสนามบินหาดใหญ่ การเดินทางเดินทาง 1. สามารถเดินทางโดยรถสองแถวออกมาที่ตลาดเกษตรค่าโดยสารประมาณ 20 บาท/คน เมื่อถึงตลาดเกษตรก็เดินทางโดยรถตู้ประจำทาง สายหาดใหญ่ - ปากบารา อัตราค่าโดยสาร 100 บาท/คน 2. เดินทางโดยเหมารถแท็กซี่ อัตราค่าโดยสารประมาณ 1,500 - 1,800 บาท/ คัน การเดินทางใช้เวลาประมาณ 1 - 2 ชม.


เรือ

การเดินทางโดยเรือโดยสารไปอุทยานแห่งชาติตะรุเตา คือ
1. เส้นทางท่าเรือปากบาราไปเกาะตะรุเตา (ขึ้นเกาะบริเวณท่าเรือพันเตมะละกา ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติ) หรือไปเกาะอาดัง-หลีเป๊ะ มีตารางการเดินเรือ ดังนี้

ท่าเรือปากบาราเดินทางไปเกาะตะรุเตา เรือออกจากท่าเรือปากบารา เวลา 11.30 น. และ 13.00 น. ค่าเรือ 700 บาท ไปกลับ

เกาะตะรุเตาเดินทางไปเกาะอาดัง-หลีเป๊ะ เรือออกจากเกาะตะรุเตา เวลา 11.45 น. ค่าเรือ 700 บาท ไปกลับ

เกาะอาดัง-หลีเป๊ะเดินทางไปเกาะตะรุเตา เรือออกจากเกาะอาดัง-หลีเป๊ะ เวลา 09.00 น.

เกาะตะรุเตาเดินทางไปท่าเรือปากบารา เรือออกจากเกาะตะรุเตา เวลา 10.00 น. และ 12.00 น.
(ค่าเรือ จากปากบารา ถึง เกาะอาดัง 1200 บาท ไปกลับ)



รถไฟ

การเดินทางโดยรถไฟ จากกรุงเทพฯ ถึงหาดใหญ่ จากนั้นต้องเดินทางต่อจากหาดใหญ่ไปท่าเทียบเรือปากบารา จังหวัดสตูล เดินทางได้โดย
1) รถโดยสารประจำทางสายหาดใหญ่-ปากบารา หรือ
2) รถแท็กซี่ สายหาดใหญ่-ละงู ลงที่อำเภอละงู จากนั้นเดินทางต่อด้วยรถสองแถวมายังท่าเทียบเรือปากบารา หรือ
3) รถตู้ปรับอากาศ สายหาดใหญ่-ปากบารา


เมื่อเดินทางถึงท่าเทียบเรือปากบารา ต้องเดินทางต่อโดยเรือ เพื่อเดินทางไปเกาะตะรุเตา ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ทำการอุทยานแห่งชาติ อยู่บริเวณอ่าวพันเตมะละกา หรือจะเดินทางไปเกาะอาดัง ซึ่งเป็นที่ตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ อยู่บริเวณหาดแหลมสน


รถโดยสารประจำทาง

มุ่งสู่ปลายทาง "ท่าเรือปากบารา" เพื่อเดินทางต่อโดยเรือมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา
1) เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ เดินทางโดยรถโดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ-สตูล ลงที่อำเภอละงู เดินทางต่อด้วยรถสองแถวมายังท่าเทียบเรือปากบารา หรือ
2) เริ่มต้นที่จังหวัดตรัง เดินทางโดยรถโดยสารประจำทางสายตรัง-สตูล ลงที่อำเภอละงู เดินทางต่อด้วยรถสองแถวมายังท่าเทียบเรือปากบารา หรือ
3) เริ่มต้นที่อำเภอหาดใหญ่ เดินทางโดย
รถโดยสารประจำทางสายหาดใหญ่-ปากบารา หรือ
รถแท็กซี่ สายหาดใหญ่-ละงู ลงที่อำเภอละงู เดินทางต่อด้วยรถสองแถวมายังท่าเทียบเรือปากบารา หรือ
รถตู้ปรับอากาศ สายหาดใหญ่-ปากบารา 
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ที่ ตต.1 (ตะโละวาว)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ที่ ตต.2 (ตะโละอุดัง)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ที่ ตต.3 (อ่าวมะขาม)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ที่ ตต.4 (ตะโละวาว)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ที่ ตต.5 (แหลมสน)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ที่ ตต.6 (หาดทรายขาว)
หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ที่ ตต.7 (ตะโละปะเหลียน)

เเหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสตูล

เกาะเภตรามีลักษณะคล้ายเรือสำเภา เป็นอุทยานแห่งชาติที่ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบมะละกาทะเลอันดามัน ในคาบมหาสมุทรอินเดียทางฝั่งตะวันตกของไทย ครอบคลุมพื้นที่ชายหาดตลอดแนวฝั่งทะเลในสตูลและจังหวัดตรัง ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่ที่สำคัญคือ เกาะเภตรา เกาะเขาใหญ่ เกาะละโละแบนแต เกาะลิดี เกาะบุโหลน เกาะเหลาเหลียง และเกาะเปรามะ แต่ละเกาะมีเสน่ห์แตกต่างกัน ซึ่งหากชอบความเงียบสงบต้องไปที่เกาะบุโหลน 
ลักษณะภูมิประเทศ
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราจัดได้ว่ามีความหลากหลายซึ่งประกอบด้วยพื้ที่นำทะเล เกาะ ภูเขา พื้ที่ราบบริเวณหุบเขาและพื้นที่ราบชายฝั่งทะเล โดยพื้นที่ชายฝั่งทะเลและบริเวณใกล้เคียงโดยรอบในระยะ 3 กม. จะมีลักษณะเป็นที่ราบถึงลูกคลื่นลอนลาดโดยจะมีภูเขาและหย่อมภูเขาปรากฏอยู่เป็นหัวแหลมตามขอบชายฝั่ง พื้นที่ชายฝั่งทะเลประกอบด้วยชายฝั่งหิน หน้าผา ที่ราบนำท่วมถึงและสันทรายชายหาด ส่วนพื้นที่ในทะเลประกอบด้วยเกาะที่มีขนาดแตกต่างกันประมาณ 22 เกาะ วางตัวในแนวเหนือ-ใต้ เกาะส่วนใหญ่จะมีรูปร่างแปลกตาและมีลักษณะโดดเด่นโดยเป็นเกาะหินปูนมีความลาดชันสูงมากกว่า 35 เปอร์เช็นต์ ปรากฏโพรง ถถํา หลุมยุบ หน้าผาสูงชัน และชง่อนผาซึ่งเกิดจากการกัดเซาะพังทลายของคลื่นลมและนำขึ้นนำลง ที่ราบบนเกาะมีเพียงเล็กน้อยบริเวณหุบเขาและเป็นหาดทรายแคบ ๆ สั้น ๆ อยู่ตามหัวแหลมของเกาะและอ่าวโดยส่วนใหญ่จะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะ

ลักษณะภูมิอากาศ
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรามีสภาพภูมิอากาศแบบมรสุมในเขตร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ ลักษณะลมฟ้าอากาศคล้ายคลึงกันตลอดปีและมีฤดูฝนค่อนข้างนานประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนพฤศจิกายน

พืชพรรณและสัตว์ป่า
ทรัพยากรป่าไม้เป็นทรัพยากรที่สำคัญของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา สังคมพืชที่ปกคลุมพื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพประกอบด้วยสังคมพืชป่าเขาหินปูนที่มีสภาพเป็นป่ากึ่งผลัดใบและป่าไม้ผลัดใบ สังคมพืชป่าดิบชื้น สังคมพืชป่าชายหาด และสังคมพืชป่าชายเลน กระจายอยู่ตามพื้นที่เกาะต่าง ๆ และพื้นที่บนแผ่นดิน โดยมีรายละเอียดดังนี้
- สังคมพืชป่าเขาหินปูน เป็นกลุ่มสังคมพืชที่พบได้มากที่สุดและเป็นชื่อที่ใช้เรียกสังคม พืชที่พบบนภูเขาหินปูนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราตามถิ่นที่ตั้งของป่า เนื่องจากมีสังคมพืชที่มีลักษณะเฉพาะและองค์ประกอบทางชนิดพรรณไม้ที่แตกต่างกัน ต้นไม้จะขึ้นอยู่ยริเวณซอกหินหรือพื้นที่ที่ปกคลุมดว้ยดินที่กระจายเป็นหย่อม ๆ ลักษณะของสังคมพืชที่พบแตกต่างไปจากป่าที่อยู่บนพื้นราบหรือภูเขาหินชนิดอื่น ๆ พอสมควร ดังเช่นมีองค์ประกอบของชนิดพันธุ์พืชที่เป็นชนิดเดียวกันหรือคล้ายคลึงกับไม้ชั้นเรือนยอดล่างของป่าดิบแล้ง แต่มักไม่ปรากฏไม้ในวงค์ยางเป็นไม้เรือนยอดและในบางพื้นที่หรือบางเกาะมีการผลัดใบในช่วงฤดูแล้ง ชนิดพรรณไม้ที่พบประกอบด้วย ข่อยหนาม สุเหรียนหรือตำเปใต้ กระดังงาดง กระเบากลัก เป็นต้น
-สังคมป่าดิบชื้น เป็นประเภทป่าที่ไม่ผลัดใบที่พบกระจายอยู่ที่เกาะบูโล้นเลเพียงแห่งเดียวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ซึ่งเป็พื้นที่ที่มีดินปกคลุมค่อนข้างมากและมีความชื้นค่อนข้างสูง เกาะบูโนเลมีขนาดค่อนข้างใหญ่ พื้นที่กว้างและมีความลาดชันน้อย จึงถูกประชาชนบุกรุกเข้ามาใประโยชน์ในการเพาะปลูก เป็นที่อาศัย และที่พักเพื่อบริการนักท่องเที่ยว เป็นสาเหตุทำให้พื้นที่ป่าบางส่วนถูกทำลายไป ชนิดพรรณไม้ที่พบหลายชิดสามารถพบในสังคมพืชป่าดิบชื้นทางภาคใต้บนแผ่นดินใหญ่รวมทั้งไม้ในวงค์ไม้ยาง ได้แก่ ไม้ดำตะโก ยางยูง รักป่า และมะเดื่อทอง เป็นไม้เด่น ขึ้นปะปนกับไม้ขนุนนก พุดป่า เลือดควาย ชุมแสง ปออีเก้ง และยางปาย ส่วนไม้พื้นล่างได้แก่ มะปริง ปอใบเล็ก พุดป่า หันช้าง ยางปาย ยางยูง และแซะปะปนกับหวายและเต่าร้างที่ขึ้นอย่างหนาแน่น
- สังคมพืชชายหาด เป็นประเภทป่าไม้ผลัดใบที่มีการกระจายอยู่ในบริเวณชายหาดที่มีสภาพดินเป็นดินทราย ลักษณะสังคมพืชของป่าชนิดนี้มีชนิดไม้ที่แตกต่างไปจากป่าชนิดอื่น ๆ โดยสิ้นเชิงเนื่องจากพรรณไม้ที่ขึ้นอยู่ต้องมีความสามารถทนต่อสภาพที่เป็นดินทรายที่มีนำใต้ดินเป็นนำกร่อยและยังได้รับอิทธพลของเกลือจากลมที่พัดจากทะเลเข้าหาฝั่ง พรรณไม้ที่พบ ได้แก่ ไม้หยีทะเล หูกวาง หมันทะเล โพทะเล โกงกาง เป็นต้น โดยมีพืชชั้นล่างเป็นประเภทหญ้า ผักเบี้ย และผักบุ้งทะเล และมีความหลากหลายที่แตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่
- สังคมพืชป่าชายเลน พบในพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลการขึ้นลงของนำทะเลโดยพบกระจายอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลที่มีสภาพดินเป็นดินเลนหรือบริเวณปากแม่นำที่ใหลออกสู่ทะเล ชนิดไม้เด่นที่พบได้แก่ โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ โปรง ลำพู ตะบูนขาว ตะบูนดำ โพทะเล เป็นต้น มีความหนาแน่นระหว่าง 176-296 ตัน/ไร่ และมีความหลากหลายที่แตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ แต่โยทั่วไปแล้วมีความหลากหลายในระดับที่ตำ จึงทำให้พรรณไม้ป่าชายเลนมีค่อนข้างจำกัด

สัตว์ป่า
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของชนิดสัตว์ป่าไม่มากนักเนื่องจากทะเลอันดามันมีลักษณะเป็นเกาะที่มีระยะห่างค่อนข้างมากและพื้นที่บนแผ่นดินใหญ่มีเพียงส่วนน้อย กล่าวคือป่าเขาหินปูนแผ่นดินใหญ่ปกคลุมด้วยสังคมพืชที่มีลักษณะค้ายคลึงป่าดิบแล้ง โครงสร้างป่าค่อนข้างโปร่าง ไม่มีลำห้วยบนภูเขายกเว้นร่องนำในช่วงเวลาที่ฝนตก ประกอบกับความเป็นภูเขาลูกโดด จึงนับเป็นปัจจัยจำกัดปริมาณสัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์ป่าบางชนิดที่มีข้อมูลว่าเคยมีอยู่ในพื้นที่แต่ปัจจุบันได้สูญหายไป เช่น กระจง หมู่ป่า และอีเห็น
และเกาะบุโนเลเพียงเกาะเดียวของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราที่มีสังคมป่าดิบชื้นกระจายอยู่บนภูเขาบนเกาะและมีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีโพรงให้นกขนาดใหญ่ 2 ชนิด คือ นกกาฮังและนกแก๊ก ซึ่งมีปริมาณน้อยใช้เป็นสถานที่ทำรัง ปัจจุบันป่าดิบชื้นผืนนี้ถูกบุกรุกเพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินด้านการตั้งถิ่นฐานและการสร้างรีสอร์ทเพื่อกิจกรรมการท่องเทื่ยวซึ่งทำให้แหล่งอาศัยของสัตว์ป่าตามธรรมชาติหมดไป โดยเฉพาะแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าพื้นราบ รวมทั้งทำให้พันธ์ไม้ผลท้องถิ่นลดลงอย่างมาก ซึ่งผลไม้เป็นอาหารหลักของสัตว์ป่าประจำถิ่นของเกาะ 3 ชนิคือ นกชาปีใหน นกลุมพูขาว และค้างคาวแม่ไก่เกาะ โดยเฉพาะนกชาปีไหนเป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์
สัตว์ป่า

การเดินทาง
ปัจจุบันมีถนนของกรมทางหลวงเป็นเส้นทางหลักของพื้นที่ศึกษา ได้แก่ ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 4052 มีความกว้างของผิวทาง 4 ช่องจราจร จากตัวอำเภอละงูถึงบ้านปากบารา โดยมีทางหลวงเชื่อมต่ออำเภอละงูกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ซึ่งเป็นทางหลวงแผ่นดินสายประธานของภาคใต้จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่
- ทางทิศเหนือ จากตัวจังหวัดตรังถึงอำเภอปะเหลียนตามทางหลวงหมายเลข 404 และต่อจากอำเภอปะเหลียนถึงอำเภอละงูตามทางหลวงหมายเลข 416 โดยที่บริเวณบ้านวังตง หมู่ที่ 4 ตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า มีถนนเข้าสู่ตำบลขอนคลานซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติ
- ทางด้านทิศตะวันออก จากอำเภอรัตภูม จังหวัดสงขลา ถึงบ้านฉลุง อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล ตามทางหลวงหมายเลข 406 และต่อจากบ้านฉลุงถึงอำเภอละงูตามทางหลวงหมายเลข 416 ช่วงบ้านฉลุง-อำเภอละงู ระยะทางประมาณ 37 กม.